รีวิว KAWASAKI NINJA 1000  2018

ninja1000newKawasaki Ninja 1000 ABS  2018 บิ๊กไบค์โฉมใหม่จากค่ายคาวาซากิ  หนึ่งในตระกูล KAWASAKI  NINJA-SERIE  ที่ได้มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าตาที่มีความ ดุดันมากขึ้น ไฟหน้าแบบ LED เฟรมเป็นแบบอลูมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูง ดีไซน์ที่เป็นสไตล์ซูเปอร์สปอร์ตแนวทัวร์ริ่ง พร้อมระบบ KCMF ฟังก์ชั่นที่สามารถช่วยให้คุณควบคุมการเข้าโค้งได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบ KTRC ป้องกันล้อหมุนเวลาออกตัว การยกล้อและการลื่นไถล เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้แบบสปอร์ต และยังมีระบบ KIBS ที่จะช่วยในการควบคุมระยะการก้มเงย ระยะการเบรกเวลาเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ แผงหน้ามาตรวัดต่างๆดีไซน์ล้ำสมัย และมาพร้อมกับ พาวเวอร์โหมดที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้งานโหมด Full Power หรือโหมด Low Power ได้อย่างง่ายดายเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพบนท้องถนนและสภาวะการขับขี่ที่ท่านต้องการได้

ninja 1000-003

ขุมกำลังเครื่องยนต์

เครื่องยนต์สมรรถนะสูงสี่สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,043 ลบ.ซม. สามารถรีดแรงม้าได้ทุกรอบเครื่องยนต์โดยพละกำลังไม่ตกก่อนจะถึงเรดไลน์ เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ทั้งความสนุกตอบสนองเป็นเยี่ยม  กำลังเครื่องยนต์หนักแน่นในย่านความเร็วรอบเครื่องยนต์ปานกลาง เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ การปรับตั้งเครื่องยนต์ใหม่ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบ กำลังเครื่องไม่สะดุด เร่งแรง และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ เครื่องยนต์ได้รับการปรับตั้งโดยเน้นการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้ขับขี่ขณะบิดคันเร่ง ผู้ขับขี่จะรับรู้ได้ถึงแรงบิดอันมหาศาลจากการตอบสนองของคันเร่งโดยตรง การปรับตั้งเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบเรียกกำลังเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและปล่อยมลภาวะในระดับที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   

ninja 1000-product-feature-5

แผงมาตรวัดแบบมัลติฟังก์ชั่นดีไซน์ล้ำสมัย

แผงมาตรวัดดีไซน์ล้ำสมัยประกอบด้วยมาตรวัดรอบเครื่องยนต์แบบอะนาล็อกขนาดใหญ่แนบข้างด้วยชุดไฟเตือนต่างๆ พร้อมกับไฟบอกเกียร์รวมถึงหน้าจอ LCD มัลติฟังก์ชั่นที่ติดตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง ไฟบอกเกียร์ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตให้กับ Ninja 1000 ได้อย่างลงตัว ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ารอบเครื่องยนต์ในการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นได้ระหว่าง 5,000 ถึง 11,000 รอบต่อนาที โดยเพิ่มค่าที่ตั้งได้ทีละ 250 รอบต่อนาที ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถปิดฟังก์ชั่นแสดงสถานะรอบเครื่องยนต์ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากมาตรวัดความเร็วแสดงผลแบบดิจิตอล และไฟบอกเกียร์ (ฟีเจอร์ใหม่ของรุ่นปี 2017) แล้ว ยังมีฟังก์ชั่นการแสดงผลต่างๆ อีกซึ่งรวมถึง มาตรบันทึกระยะทาง มาตรวัดระยะทางคู่ บอกถึงระยะทางที่สามารถขับขี่ต่อไปได้ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย นาฬิกา พร้อมกับตัวแสดงสถานะการขับขี่แบบประหยัด

ninja 1000 product-feature-3

 

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัย

ระบบ KCMF (ฟังก์ชั่นช่วยควบคุมการเข้าโค้งของคาวาซากิ) ชุดควบคุมจัดการเครื่องยนต์และตัวถังโดยรวม

การใช้ซอฟท์แวร์ล้ำสมัยรุ่นล่าสุดของคาวาซากิและข้อมูลป้อนกลับจากชุด IMU (ชุดตรวจวัดแรงเฉื่อย) ของ Bosch ที่ให้ภาพที่แม่นยำชัดเจนกว่าเดิมแบบเรียลไทม์ของความโน้มเอียงของตัวถัง KCMF จะตรวจสอบตัวแปรต่างๆ (พารามิเตอร์) ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์และตัวถังตลอดการเข้าโค้ง – ตั้งแต่เริ่มเข้าโค้ง จนกระทั่งออกจากโค้ง – ระบบนี้ช่วยยับยั้งแรงเบรกและกำลังเครื่องยนต์เพื่อสนองการเร่งความเร็ว

ระบบกันสะเทือน

ระบบกันสะเทือนของ Ninja 1000 โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ ขนาด 41 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คแก๊สเดี่ยวแนวนอน Back-Link สามารถปรับระดับได้ รองรับแรงกระแทกและทรงตัวได้ดีในทุกสภาพถนน ในด้านความปลอดภัยระบบเบรกเป็นจานเบรกคู่ ขนาด 300 มม. ในล้อหน้า ส่วนล้อหลังเป็นจานเบรกเดี่ยว 250 มม. ทำงานร่วมกับคาลิปเปอร์เบรก 4 สูบคู่ และลูกสูบคู่

 

KTRC (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีของคาวาซากิ)

ระบบนี้มีโหมดการทำงานสามโหมดครอบคลุมสภาวะการขับขี่ที่หลากหลาย ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ต หรือช่วยให้พารถข้ามผ่านพื้นผิวถนนที่มีสภาพเปียกลื่นได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ข้อมูลป้อนกลับจาก IMU ยังช่วยควบคุมรถได้อย่างแม่นยำเช่นกัน  

KIBS (ระบบป้องกันเบรกล็อคอัจฉริยะของคาวาซากิ)

ระบบจัดการเบรกความแม่นยำสูงระดับซูเปอร์สปอร์ตของคาวาซากิจะช่วยควบคุมรถให้เป็นไปตามแบบฉบับของรถซูเปอร์สปอร์ต มั่นใจได้ถึงเบรกประสิทธิภาพสูงที่มีการแทรกแซงการควบคุมระบบน้อยที่สุดในระหว่างการขับขี่แบบสปอร์ตเต็มพิกัด นอกจากนี้ KIBS ยังช่วยควบคุมการเบรกในโค้ง โดยยับยั้งแรงเบรกเพื่อช่วยรักษาอาการไม่ให้รถยกตัวขึ้นขณะเบรกในทางโค้ง

พาวเวอร์โหมด

ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้งานโหมด Full Power หรือโหมด Low Power เพื่อตั้งค่ากำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ที่ต้องการได้ และสภาพการจราจรในเมือง