รีวิว Kawasaki Ninja 400  ปี 2019 โดยศูนย์ คาวาซากิ Real Motosports  หนึ่งในพี่น้องตระกูล Kawasaki Ninja Series ความเร็วและแรงของรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์นั้น คาวาซากินินจา 400 เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้คนที่หลงใหลเรื่องความเร็ว ต้องยอมเก็บเงินเพื่อซื้อรถบิ๊กไบค์สักคัน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆ คนนั้นก็คงต้องยกให้  เป็นรถจักรยานยนต์ดีไซน์สปอร์ตที่มีความสวยงาม เท่ และโฉบเฉี่ยว โดยไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น ดูกี่ทีก็เห็นถึงความเย้ายวนใจให้เป็นเจ้าของ แต่เรื่องของความเร็วและแรงจากเครื่องยนต์ก็ไม่เป็นสองรองใคร เอาเป็นว่าลองมาดูใน รีวิว Kawasaki Ninja 400 กันเลยดีกว่าครับ

 

NINJA 400 HGรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์แต่ดุดันขึ้นกว่าเดิม

ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของรถจักรยานยนต์สไตล์นินจา ทำให้ดูเผินๆ แล้วอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนักในเวอร์ชั่นใหม่นี้ แต่ในรายละเอียดนั้นมีการเพิ่มเติมในเรื่องของความดุดัน สปอร์ตเข้าไปมากขึ้นกว่าเดิม โดยแรงบันดาลใจของงานดีไซน์ในครั้งนี้ก็มาจากรุ่นใหญ่อย่าง Ninja H2 มีการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูยกระดับของมาตรฐานเดิมจากนินจารุ่นปีเก่ากว่า ให้อารมณ์แบบรถที่กระบอกสูบใหญ่ๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีการเพิ่มเติมความหล่อเหลาให้ดูเข้มไปอีกขั้นกับ ไฟหน้า LED แบบคู่ ให้แสงสว่างที่ชัดเจนแม้วิ่งในเวลากลางคืน โดยเมื่อมองดูให้ดีแล้วในรีวิว นั้นพบว่าตัวเฟรมของ Ninja นั้นใช้เฟรมแบบถัก มีสัดส่วนที่ดูคงตัว สามารถทนทานต่อการบิดเร่งทำความเร็วได้ดี ทางผู้ผลิตนั้นได้มีการออกแบบในการประกอบเฟรมให้มีน้ำหนักที่เบา เพื่อการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิม

 

 

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

จากที่ได้รีวิว Kawasaki Ninja เห็นได้ว่าในรุ่นใหม่นี้มีการปรับเปลี่ยนเรื่อง

  • ระบบเบรก ABS เข้ามาใช้งานร่วมกันกับดิสก์เบรกขนาด 310 มม. คาลิปเปอร์เบรกลูกสูบคู่ที่ล้อหน้า และล้อหลังก็เป็นคาลิปเปอร์เบรกลูกสูบคู่เช่นเดียวกันแต่จะใช้ดิสก์เบรกขนาด 220 มม.ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสนับสนุนเพิ่มแรงเบรกให้มากขึ้นด้วย ทำให้ยึดเกาะได้ดีในสถานการณ์ที่ต้องเบรกกระทันหัน
  • ใช้โช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิคขนาด 41 มม.
  • โช้คด้านหลังแบบโมโนช็อค ก็ยังช่วยในการลดแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น เพราะที่โช้คด้านหลังนั้นทำงานร่วมกับกระเดื่องสวิงอาร์ม Uni-Trak สามารถที่จะปรับระดับได้ง่าย ยึดเกาะถนนได้มากขึ้นแม้ว่าจะเป็นจังหวะที่ต้องหักเลี้ยวก็มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถทรงตัวได้แบบสบายๆ

จากงานประกอบในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าบอดี้จะมีแฟริ่งอยู่ทั่วทั้งคัน โดยมันสามารถที่จะช่วยป้องกันผู้ขับขี่จากแรงปะทะของกระแสลมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในส่วนของระบบระบายความร้อนก็ยังออกแบบมาให้ความร้อนถ่ายเทออกผ่านทางช่องของชิ้นแฟริ่งเพื่อช่วยให้ความร้อนที่ระบายออกมาไม่ผ่านตัวผู้ขับขี่นั่นเอง

ขุมพลังที่ยกระดับในทุกขีดความเร็ว

ในเรื่องของการทำความเร็ว Kawasaki Ninja ก็ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใดซึ่ง การรีวิว Kawasaki Ninja ทำให้เห็นเครื่องยนต์ของ Ninja ที่ถอดแบบมาจาก

  • เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 ลูกสูบ โดยใช้ปริมาตรกระบอกสูบ 399 ซีซี.ระบบวาล์วเป็นแบบ DOHC 4 วาล์ว/ลูกสูบ
  • การขับขี่ปรับระดับได้ด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมกับระบบ Slipper Clutch ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวและลื่นไหล ตอบสนองในทุกจังหวะของการทำความเร็วให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม
  • แรงม้านั้นก็ทำกำลังได้สูงสุดที่ 45 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 8,000 รอบ/นาที
  • จ่ายน้ำมันเชื่อเพลิงนั้นใช้ระบบหัวฉีด โดยการระบายความร้อนด้วยน้ำ

เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ของรุ่นอื่นๆ แล้ว Ninja ก็ไม่ได้มีเครื่องยนต์ที่ด้อยกว่าแต่อย่างใด ทำให้เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหมาะกับการขับขี่ในทุกสภาวะของถนนไม่ว่าจะเป็นการขี่ในชีวิตประจำวันหรือออกทริปต่างจังหวัดไกลๆ ก็สามารถใช้งานได้สบาย

เทคโนโลยีที่กระชับใช้งานง่าย

Kawasaki Ninja มาพร้อมกับการพัฒนาในเรื่องระบบการใช้งานด้านเทคโนโลยีที่โตขึ้น นั้นก็คือการใช้สวิตช์และเรือนไมล์แบบเดียวกับ Ninja 650 ที่เน้นเรื่องรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ที่ครบถ้วนแถมยังอยู่ภายใต้การออกแบบที่สวยงามน่าหลงใหลอีกด้วย นอกจากนี้รีวิว Kawasaki Ninja ยังเห็นว่ามีการใช้มาตรวัดรอบความเร็วที่เป็นเข็มขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางของพื้นที่แสดงข้อมูล ช่วยให้มองเห็นได้ง่าย และที่พิเศษสุดก็คือที่ฝั่งซ้ายจะเป็นตำแหน่งของหน้าจอ LCD มัลติฟังก์ชั่นที่แสดงผลของการขับขี่และการแจ้งเตือนต่างๆ เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ Kawasaki Ninja นั้นดูเข้มและมีเสน่ห์ขึ้นอีกด้วย

 

เฉดสีใหม่สวยดุดัน

สำหรับการ รีวิว Kawasaki Ninja ในรุ่นนี้จะมีออกมาให้ยลโฉมด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกันเริ่มจาก

  • รุ่น Standard Edition ที่มีเฉดสีใหม่ 2 เฉดสีด้วยกันคือ สีน้ำเงิน/ดำ ให้ความรู้สึกอ่อนโยนนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งเฉดสีคือ สีเงิน/ดำ ให้ความรู้สึกดุดันเข้มขึ้นกว่าเดิม
  • รุ่น KRT Edition/Special Edition ที่เพิ่มชิลด์กันลม, Power Outlet, ครอบเบาะหลัง มาให้ด้วย โดยจะมี 2 เฉดสีเช่นเดียวกันคือ สีเขียว Lime Green/Ebony และสีแดง Passion Red/Metallic Spark Black
  • รุ่น High Grade Edition ที่มาพร้อมชุดกุญแจ Kipass สตาร์ทรถได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ชุดกันล้มทั้งซ้ายและขวา, ชิลด์หน้าทรงสูง, ชุดครอบเบาะท้ายแบบตูดมด, ช่องจ่ายไฟสำรอง DC Output เสียบชาร์ตแบตมือถือได้ โดยรุ่นนี้จะมีเพียงเฉดสีเดียวคือสีดำ/เทา สลับด้วยสีเขียวที่บ่งบอกถึงความเป็นนินจาได้อย่างลงตัว

รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่หลายคนรอคอย ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ก็มีการเพิ่มเติมสิ่งที่น่าสนใจทั้งเทคโนโลยี, ระบบความปลอดภัย ตัวเลือกของรุ่นรถที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ส่วนใครชอบแบบไหนก็คงจะต้องไปลองจับลองดูตัวจริงกันก่อนตัดสินใจซื้อแล้วละครับ

ชมรายละเอียดได้ที่  Kawasaki Ninja 400 โดยศูนย์ คาวาซากิ Real Motosports